
"เรื่องเมื่อวานนี้ได้จบลงแล้ว พูดไปก็เท่านั้น พรุ่งนี้เป็นสิ่งไม่แน่นอน...สิ่งที่เป็นแน่นอนของเราจึงเป็นเพียง ตอนนี้...เท่านั้น"
"เคียวไคชิ ผู้กล้าแห่งแดนประหาร" ผลงานสารคดีที่สั่นสะเทือนมโนธรรมของผู้คนในสังคมญี่ปุ่นและทั่วโลก ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านประสบการณ์จริงกว่า 50 ปีของ "พระวาตานาเบะ ฟุโซ" พระนักเทศน์ในเรือนจำหรือ "เคียวไคชิ" ผู้อยู่เคียงข้างและรับฟังเสียงสุดท้ายของนักโทษประหารมานับครั้งไม่ถ้วน
ความน่าสนใจและจุดเด่นที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือการพาผู้อ่านเข้าไปสัมผัส "ความเป็นมนุษย์" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า "คดี" และ "อาชญากร" หนังสือเปิดเปลือยโลกที่มืดบอดและถูกปิดกั้นอย่าง "แดนประหาร" เพื่อตั้งคำถามถึงคุณค่าของชีวิต ความยุติธรรม และการให้อภัยในพื้นที่ที่ความหวังดูเหมือนจะสูญสิ้นไปแล้ว
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจคือ แม้แดนประหารจะเป็นพื้นที่แห่งความสิ้นหวัง แต่คำสอนของ นิกายโจโดชินชู (浄土真宗) หรือ นิกายสุขาวดีแท้ ซึ่งพระวาตานาเบะสังกัดอยู่ กลับ "ทำงาน" และหยั่งรากลึกลงในจิตใจของผู้ที่รอคอยวันประหารได้อย่างทรงพลัง
คำถามสำคัญคือ ทำไมคำสอนของนิกายนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่งในแดนประหาร
อันดับแรก แดนประหารคือโลกที่ "การพึ่งพาตนเอง" ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ในทางพุทธศาสนาทั่วไปมักเน้นการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นด้วยกำลังของตนเอง (จิริกิ) แต่ในแดนประหาร นักโทษประหารตระหนักดีว่าชีวิตของพวกเขาไม่มีโอกาสให้ "เริ่มต้นใหม่" หรือสะสมความดีเพื่อแก้ไขอดีตได้อีกต่อไป คำสอนของนิกายโจโดชินชูที่เชื่อว่า มนุษย์ในยุคเสื่อมนั้นอ่อนแอเกินกว่าจะหลุดพ้นได้ด้วยกำลังตนเอง จึงต้องอาศัย "พลังจากผู้อื่น" (ทะริกิ) ซึ่งก็คือมหาปณิธานของพระอมิตาภพุทธเจ้า ในพื้นที่ที่ความพยายามของมนุษย์ไร้ความหมาย คำสอนที่บอกว่า "เราไม่อาจรอดได้ด้วยตัวเอง" จึงเป็นความจริงที่ตรงกับสภาวะของนักโทษประหารมากที่สุด
"คำว่าช่วย... ไม่ได้หมายความว่าช่วยชีวิต... แต่เป็นการช่วยให้พระอมิตาภะพุทธเจ้ามารับไป... เพื่อให้คนที่กำลังทุกข์ทรมานในการใช้ชีวิตอยู่ตอนนี้สบายใจขึ้น"
2. เมื่อความดีไม่อาจล้างผิด "คนบาป" จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับเมตตาที่สุด
นิกายโจโดชินชูมีคำสอนที่เป็นหัวใจสำคัญคือ "แม้แต่คนดีก็ยังไปเกิดในแดนสุขาวดีได้ นับประสาอะไรกับคนเลว" คำสอนนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้คนทำชั่ว แต่เน้นว่าความเมตตาของพระอมิตาภะไม่มีขอบเขตและไม่ทอดทิ้งใคร โดยเฉพาะผู้ที่ตระหนักว่าตนเองเป็นคนบาปและล้มเหลวทางศีลธรรม
ในโลกของกฎหมาย ความผิดเพียงครั้งเดียวอาจตีตราชีวิตคนคนหนึ่งไปตลอดกาล แต่โจโดชินชูไม่ถามว่า "คุณดีพอหรือยัง" แต่ยืนยันว่า แม้จะเป็นคนบาปที่โลกไม่ให้อภัย ก็ยังเป็นกลุ่มที่พระพุทธองค์ทรงห่วงใยและพร้อมรับฟังมากที่สุด
"โลกใบนี้คนดีมักได้รับการช่วยเหลือ คนเลวจึงยิ่งต้องได้รับการช่วยเหลือ"
3. บทบาทของเคียวไคชิ: การอยู่เคียงข้างโดยไม่ตัดสิน
พระวาตานาเบะ ฟุโซ ในฐานะเคียวไคชิ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ "สอนให้เป็นคนดี" หรือชี้ถูกผิด แต่ทำหน้าที่ "รับฟังและอยู่เคียงข้างความจริงของผู้กระทำผิด" นี่คือแก่นของโจโดชินชูที่ไม่ปฏิเสธความบาปของมนุษย์ แต่ก็ไม่ยอมให้บาปนั้นมาลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งหมด
ในหนังสือเราจะเห็นว่าพระวาตานาเบะเรียกนักโทษว่า "คุณ" แทนรหัสประจำตัว เพื่อกอบกู้ตัวตนของพวกเขากลับคืนมา หรือแม้แต่การเปิดเผยว่าตัวท่านเองมีภาวะติดสุรา ที่เกิดจากความเครียดในการเห็นการประหารซ้ำๆ ก็กลายเป็นจุดที่ทำให้ท่านเข้าถึงหัวใจนักโทษได้ในฐานะ "มนุษย์ที่อ่อนแอเหมือนกัน" ซึ่งเป็นหัวใจของนิกายที่เน้นว่าเราทุกคนล้วนเป็นปุถุชนที่มีข้อบกพร่อง
จากที่กล่าวมา เราคงได้เห็นว่า ทำไมคำสอนของโจโดชินชูทำงานได้ดีในแดนประหาร เพราะเป็นนิกายที่ "ไม่ต้องรอให้ดีก่อนถึงจะได้รับการช่วยเหลือ" แต่เป็นศาสนาที่เดินเข้าไปหาคนที่ล้มเหลวที่สุดและบอกว่าพวกเขาจะไม่ถูกตัดออกจากความเมตตา "เคียวไคชิ ผู้กล้าแห่งแดนประหาร" จึงไม่ได้บอกเล่าเพียงความจริงหลังแดนประหาร คดี และความตาย แต่บทสนทนาระหว่างพระกับนักโทษ ยังสะท้อน “คุณค่าและความหมายของชีวิต” แม้ในช่วงเวลาที่ความตายใกล้เข้ามา
"เอาละ! คุณซากุระอิ ไปกันเถอะ! ไม่ใช่ไปตายนะ ไปเกิดใหม่กัน! ไป...!"