พระดุษฎี เมธงฺกุโร - ร้อยคนร้อยธรรม

พระดุษฎี เมธงฺกุโร - ร้อยคนร้อยธรรม

       ศิลปะสูงสุดคือใจที่ไม่มีทุกข์ ถ้าเมื่อใดที่เรามีสัมมาทิฏฐิและรักษาใจให้มีทุกข์ได้ อันนั้นคือศิลปะการดำเนินชีวิตที่สูงสุด และใจชนิดนี้ที่ปั้นพระพุทธรูปที่ยิ้มได้ เพราะใจชนิดนี้ที่สามารถพูดไพเราะได้ เขียนบทกวีได้ ทำให้เราทำความสะอาดบ้านเรือนและสังคมได้

        ช่วงปิดภาคเรียนตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้บวชเณร แล้วเจอหนังสือของท่านพุทธทาสเล่มหนึ่งชื่อปฏิจจสมุปบาท รู้สึกว่าอ่านยาก แต่ก็อ่าน เพราะอาตมาชอบอ่านพุทธประวัติ อ่านหนังสือธรรมะมาแต่อยู่ชั้นประถมแล้ว

       ต่อมาสอบเข้าที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้ และทำกิจกรรมชมรมพุทธศาสนาอยู่ 2 ปี ก็ได้ไปสวนโมกขพลาราม ได้พบท่านอาจารย์พุทธทาส ฟังธรรมอยู่ที่นั่นเป็นเดือน ๆ ตอนปิดภาคเรียนหลังจากนั้นก็ลงไปที่สวนโมกข์ทุกปี

       พอเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ทำกิจกรรมชุมนุมศึกษาพุทธศาสน์และประเพณีอีกตลอด 4 ปี จัดพานักศึกษาไปทำหนังสือ ทำนิทรรศการเกี่ยวกับท่านอาจารย์อย่างเต็มที่ พอจบปริญญาตรีจึงทำงานในแนวทางของการประสานศาสนาต่าง ๆ เข้ามาเพื่อช่วยงานพัฒนาสังคมทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งก็รับแนวคิดมาจากท่านพุทธทาส ทำงานอยู่ 4 ปี คิดว่าควรจะบวชก็บวชที่วัดทองนพคุณ คลองสาน อยู่กรุงเทพฯ 1 ปี ไปอยู่อิสานอีก 1 ปี ในปีที่ 3 อาตมาก็ไปช่วยงานที่สวนโมกข์ ไปบอกอาจารย์พุทธทาสว่าอยากมาจำพรรษา ท่านก็บอกว่ายินดี ให้มาได้เลย อยู่ที่นั่น 8 ปี แต่อยู่กับท่านจริง ๆ 6 ปี ในช่วงบั้นปลายชีวิตของท่าน

        พอไปอยู่ ท่านก็ให้บรรยายธรรมแทนท่านบ้าง ตอนนั้นท่านอาพาธแล้ว ที่สวนโมกข์จะบรรยายธรรมให้กับนักศึกษา ประชาชน ชาวต่างประเทศได้ฟังกัน วันละ 3 เวลา เช้า บ่าย ค่ำ ความจริงเขาอยากมาฟังท่านอาจารย์ แต่บางทีท่านเหนื่อยมาก ไม่ไหว ถ้าไม่เปิดเทปบันทึกเสียง ก็มักให้พระอื่นขึ้นบรรยายแทน ซึ่งถือว่าอาตมาได้ฝึกมาก นอกจากนั้นก็สนองงานท่านเรื่องหนังสือกับงานอบรมเสียเป็นส่วนใหญ่

        อาตมาเคยได้รับบัญชาให้พิมพ์หนังสือเล่มหนึ่ง ท่านก็เขียนบนซองสีน้ำตาลที่ใส่เอกสารเขียนมา 3 คำว่า “อย่าทำชุ่ย” เป็นวิธีการทำงานที่ยึดถือได้ คืออย่าทำอะไรอย่างชุ่ย ๆ เพราะเราจะเป็นคนชุ่ย สอดคล้องกับภาพเขียนในสวนโมกข์ภาพหนึ่งว่า “คนจัดดอกไม้ ดอกไม้จัดคน” ท่านอาจารย์บอกว่าเราไปหลงใหลกับสิ่งใดสิ่งนั้นก็จะมากำหนดเรา เช่นเราไปหลงเงินทองหรือเกียรติยศ ในที่สุดเราก็ถูกกำหนดโดยสิ่งที่เราไปให้ค่า แล้วสิ่งนั้นก็ทำให้เราหมดอิสรภาพ แต่อาตมาตีความแบบที่สอดคล้องกับเรื่องนี้ว่า เมื่อเราจัดดอกไม้ให้สวย ดอกไม้ก็จัดให้เราสวยด้วย นี่เป็นเรื่องของการทำงาน

       ใครที่ทำงานท่านพุทธทาสจะสนับสนุน ใครอยากทำอะไรท่านส่งเสริมให้ทำหมด เป็นการสร้างคน โดยได้รับแบบอย่างและการแนะนำจากท่าน ท่านบอกว่า “เราเป็นกุลีก็ได้ เป็นวิทยากรก็ได้” คือคิดงานเอง ทำเอง หาทุนเอง ไม่ต้องพึ่งใคร ทำให้เราริเริ่มอะไรได้หลายอย่าง

       พอท่านสิ้น อาตมาอยู่ที่สวนโมกข์ต่ออีก 2 ปี ในปี พ.ศ. 2538 อาตมาก็มาสร้างวัดที่ชุมพร ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยพูดไว้ว่า อยากให้พระหนุ่มไปสร้างสวนโมกข์ในที่ต่าง ๆ สวนโมกข์ไม่ได้จำกัดที่ไชยา สวนโมกข์ควรมีอยู่ทุกแห่งหน ท่านพูดว่าบางคนมาถึงสวนโมกข์แต่ไม่ถึง “โมกขะ” คือใจไม่ถึงธรรมะ ไม่หลุดพ้น ไม่โปร่งโล่งเบา แต่เมื่อใดที่ใจเราสงบ ไม่ยึดมั่นถือมั่นมาใช้ในชีวิตเพื่อแก้ปัญหาตัวเองและสังคม คือการละเลิกกิเลส หัวใจของสวนโมกข์อยู่ตรงนี้  ไม่ใช่อยู่ที่ภาพฝาผนัง สระนาฬิเกร์ รูปแบบนั้นรูปแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่อยู่ที่ว่าจะใช้รูปแบบใดช่วยสร้างความเข้าใจได้ดี เช่นว่า สวดมนต์แปล เน้นธรรมชาติ ฉันในบาตร พึ่งตัวเอง ที่วัดทุ่งไผ่ของอาตมา โบสถ์ก็เป็นโบสถ์ธรรมชาติ กลางน้ำ ไม่มีหลังคา

       สวนโมกข์เป็นมหานิกาย แต่ก็ไม่รังเกียจธรรมยุติ หากแต่เห็นว่าตัววินัยปลีกย่อยพวกนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ท่านพุทธทาสเห็นว่า ไม่ว่าเถรวาท มหายาน หรือวัชรยาน (ทิเบต) จริง ๆ แล้วแตกต่างกันตามวัฒนธรรม แต่หัวใจเหมือนกัน คือขันธ์ทั้ง 5 ไม่ใช่ตัวตน สำคัญคืออย่าเห็นแก่ตัว ทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ ตรงนี้คือหัวใจพุทธศาสนา ถ้ารู้จักว่าขันธ์ 5 ไม่เที่ยง ละการยึดมั่นถือมั่นได้ นี้คือหัวใจ

       เมื่อท่านอาจารย์ศึกษาเถรวาทจนช่ำชองแตกฉานแล้ว ท่านก็ไปศึกษามหายาน ท่านมีเพื่อนที่เป็นมหายาน ท่านอ่านพุทธศาสนานิกายเซ็น แล้วแปลคัมภีร์เซ็นออกมา เช่น สูตรของเว่ยหลาง คำสอนของฮวงโป เซ็นนั้นจะเป็นภาษาที่พูดสั้น แล้วก็อธิบายในใจโดยตรง ท่านศึกษาอิสลามด้วย ท่านมีเพื่อนที่เป็นมุสลิมหลายคน และท่านก็เคยปาฐกถาเกี่ยวกับ พุทธธรรม-คริสตธรรม บรรยายเรื่อง ใจความแห่งคริสตธรรมเท่าที่พุทธบริษัทควรทราบ ท่านว่าศาสนาคริสต์มีอะไรดี ๆ ที่ชาวพุทธไม่รู้

       นอกจากการแปลพระไตรปิฎกและเรียบเรียงตีความ ท่านพยายามรวบรวมภาพหินสลักที่เป็นปริศนาพุทธประวัติ ท่านอ่านพระไตรปิฎก แล้วบอกว่าพระไตรปิฎกพูดไม่เหมือนพระสูตร คือพระพุทธเจ้าหนีออกบวชกลางคืน หรือว่าออกบวชต่อหน้าประชาชน ซึ่งท่านอ่านในอรรถกถาแล้วพบว่าขัดแย้งกันอยู่ ถ้าเถียงกันตามตัวหนังสือไม่มีทางยืนยันได้ว่าใครถูกใครผิด เพราะคัมภีร์เก่ากว่าพันปีทั้งคู่ แต่ปรากฏว่ามีหินสลักสมัยพระเจ้าอโศก เขาถือว่าการแทนพระพุทธเจ้าหรือการสร้างพรพุทธรูป อินเดียในสมัยนั้นรุ่งเรืองมาก เขาถือว่าการแทนพระพุทธเจ้าหรือพระธรรมด้วยสิ่งที่เป็นรูปธรรมนั้นทำไม่ได้ เขาจึงทำเป็น “ความว่าง” ความว่างคือสิ่งสูงสุด ท่านจึงได้รวบรวมภาพหินสลัก ไปถ่ายรูปที่อินเดีย หลักฐานบางชิ้นที่อินเดียก็ถูกขนไปไว้ในบริติชมิวเซียมที่อังกฤษ ท่านก็ไปเอารูป เอาหนังสือ มาสร้างขึ้นใหม่เป็นซีเมนต์ โดยจำลองจากรูปมาเป็นภาพปั้นนูนต่ำ พยายามตีความปริศนาธรรมชุดนี้ แล้วยืนยันว่าการออกบวชของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการออกบวชต่อหน้าประชาชน แล้วมีคนร้องไห้ ไม่ได้ทรงหนีออกบวชอย่างที่เรามักเล่า ๆ กัน คิดว่า ภาพพุทธประวัติจากหินสลักยุคก่อนพระพุทธรูปฯ เป็นงานหลักชิ้นสำคัญของท่าน

       งานของท่านอาจารย์มีคุณูปการกับคนไทยมาก อันหนึ่งคือเรื่องธรรมะมี 4 ความหมาย เป็นการจัดระบบคำสอน ให้เราเข้าใจว่า จริง ๆ ที่พระพุทธเจ้าสอนก็มีแค่ 4 เรื่องนี้ หนึ่ง – ธรรมะ คือ ธรรมชาติ ก็คือสภาวธรรม สอง – ธรรมะ คือ กฎของธรรมชาติ ก็คือสัจธรรม สาม – ธรรมะคือ หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ และสี่ – ธรรมะ คือ ผลจากการทำหน้าที่ เมื่อเราปฏิบัติหน้าที่เราก็ได้ผล นี้คือสิ่งที่ท่านเอามาทำให้เป็นระบบ เข้าใจง่าย

       งานสอนของท่านบางทีก็เล่นคำ เช่น สะอาด – สว่าง – สงบ สะอาดคือศีล สว่างคือสมาธิ สงบคือปัญญา เรื่องกิเลสก็ กิน – กาม – เกียรติ ที่พวกเราเอามาดัดแปลงเป็นภาษาอังกฤษ คือ F – Food อาหาร Flesh เนื้อหนัง Fame เกียรติ Fun สนุก หรือว่า สะอาด – สว่าง – สงบ นี้ก็เป็น C - Clean  สะอาด Calm สงบ Clear สว่าง Cool เย็น

       อาตมาเห็นว่าคำสอนของท่านยังเหมาะกับปัจจุบัน หนึ่ง – ท่านสอนสิ่งซึ่งพิสูจน์ได้ ให้ปฏิบัติแล้วจะเห็นเอง ท่านแปล อกาลิโก ว่าทำปุ๊บได้ปั๊บ เช่นโกรธปุ๊บก็ทุกข์ปั๊บ ไม่เกี่ยวกับอนาคต ทำถึงเห็นทันที ถ้าเราละปุ๊บก็จะสบายทันที สอง – ท่านมองว่าโลกกับธรรมไม่แยกกัน ท่านว่าถ้าไม่คิดอย่างนี้ชาวบ้านจะตกนรกตลอด แต่ถ้าเราเข้าใจว่าความสุขมี 2 อย่าง คือมีวัตถุพอประมาณ และความสงบใจก็จำเป็น ถ้าคิดได้ดังนี้เราก็มีทั้งสองอย่างได้ โดยมีความสุขทางใจสำคัญกว่า ถ้าเรามีความสุขทางใจก็ป้องกันไม่ให้เราทำชั่ว

       อีกอันหนึ่งที่มีประโยชน์มาก คือท่านมองว่าการศึกษาธรรมะนั้นให้เราศึกษาในธรรมชาติ อย่าไปเน้นเทคโนโลยี ท่านบอกว่า ต่อให้มีคอมพิวเตอร์ท่วมโลก พิมพ์หนังสือให้ท่วมโลก ก็ไม่อาจเข้าถึงพระเจ้าหรือพระธรรมได้ เพราะยิ่งมีอุปกรณ์มากเท่าใดจะยิ่งเจอของปลอม ท่านให้สัมผัสกับธรรมชาติโดยตรง อยู่เหนือการคิดแบ่งแยกดี – ชั่ว แล้วยิ่งถ้าเราดูธรรมชาติ ใจก็เห็นความเข้มแข็งและเป็นอิสระ ถ้าเราใช้พลังงานมากใช้เทคโนโลยีมาก อาจสะดวกสบายแต่อ่อนแอ ท่านบอกว่ายิ่งเราใช้เครื่องคิดเลขมากเท่าใดจะยิ่งจำเลขในใจไม่เป็น ความจำก็ยิ่งแย่ พึ่งยามากภูมิต้านทานก็ยิ่งแย่ พึ่งตู้เย็นมากใจเราก็ยิ่งร้อน

       เมื่อท่านมีความคิดอะไรแวบขึ้นมา หรือเห็นประเด็นเหตุการณ์อะไร ท่านก็จะมีคำคม ๆ ขึ้นมาคำหนึ่ง แล้วก็เอามาบรรยายขยายความ ใส่ตัวอย่าง แล้วอาจบรรยาย 2-3 ครั้ง กลุ่มนั้นมาเช้าก็บรรยาย กลุ่มกลางวันมาก็บรรยายอีก แล้วอีกไม่เกิน 7 วัน ท่านก็จะแต่งเป็นกลอนธรรมะเรื่องหนึ่ง ท่านแต่งเป็นกลอน 8-12 บรรทัด ให้ใจความจบลงในนั้น

       ท่านบอกว่าการที่เราจะเรียกใครว่าอาจารย์ เราต้องทำตามเขา แต่มีหลายคนชอบอ้างว่า ตัวเองเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาส แต่ไม่เคยทำตามที่ท่านสอน และพูดไปผิด ๆ ถูก ๆ ด้วย เคยมีลูกศิษย์ที่นำชื่อท่านไปอ้าง ท่านก็บอกว่าถ้าคุณจะเอาไปเขียนลงหนังสืออะไร หรือจะแปล จะย่อ ต้องใส่ชื่อผู้ย่อผู้แปล แล้วจะได้เครดิตถ้าทำได้ดี หรือถ้าผิดก็ต้องรับผิดชอบ

       ธรรมะไม่มีลิขสิทธิ์นะ ท่านไม่เห็นด้วยกับกฎหมายลิขสิทธิ์ ท่านบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะก็เรียนรู้จากธรรมชาติ และไม่เคยเก็บค่าเล่าเรียนจากเรา แต่พวกเราลูกศิษย์สงวนสิทธิ์หมดเลย ความรู้เราก็มาจากพระพุทธเจ้าสอนทั้งนั้น เจ้าของภูมิปัญญาจริง ๆ ไม่เรียกร้องลิขสิทธิ์ แต่เรานี่หวงจังเลย มันเป็นวิธีคิดแบบฝรั่ง หวงของ

       จริง ๆ งานท่านก็ไม่สงวน แต่เมื่อไรคุณเอาไปพิมพ์ คุณต้องส่งมาให้ท่านบ้างจึงจะยุติธรรม คือเราเอาของใครไปต้องให้ตอบแทน ส่งมาสำหรับท่านแจกบ้าง และต้องให้ความเคารพเจ้าของ แต่ความคิดเรื่องลิขสิทธิ์นี้ท่านว่าไม่เคยมี

       แล้วเล่มไหนขายดีก็พิมพ์กันทุกเจ้า เล่มไหนขายไม่ดี แม้จะเป็นหนังสือที่ดี แต่อ่านยากหรือคนอ่านน้อยก็จะไม่มีใครพิมพ์ เวลาที่มีคนมาขอท่านท่านให้พิมพ์ทุกคน คู่มือมนุษย์ นี่พิมพ์กันเป็น 10 สำนักพิมพ์ แต่อย่าง ปรมัตถสภาวธรรม ไม่มีใครพิมพ์ เพราะว่าอ่านยาก เพื่อเผยแพร่ธรรมะที่แท้จริง

       ท่านอาจเป็นพระยุคสุดท้ายที่พูดถึงความเป็นพุทธ ความเป็นไทย อย่างชัดเจน ครอบครัวชาวพุทธ ครอบครัวชาวไทยเป็นอย่างไร ท่านพูดไว้หมด ต้องการเคารพกัน มีขนบประเพณี การกินนอนเป็นอย่างไร รื่นเริงบันเทิง แต่งตัวกันอย่างไร แต่ศิลปะสูงสุดคือใจที่ไม่มีทุกข์ ถ้าเมื่อใดที่เรามีสัมมาทิฏฐิและรักษาใจไม่ให้มีทุกข์ได้ อันนั้นคือศิลปะการดำเนินชีวิตที่สูงสุด และใจชนิดนี้ที่ปั้นพระพุทธรูปยิ้มได้ เพราะใจชนิดนี้ที่สามารถพูดไพเราะได้ เขียนบทกวีได้ ทำให้เราทำความสะอาดบ้านเรือนและสังคมได้ แต่ถ้าใจสกปรก โลกก็จะสกปรกตามใจเรา ใจเราร้อน โลกก็จะร้อน เพราะต้องใช้พลังงานเยอะในการตอบสนองความต้องการของเรา

       ในรอบ 100 ปีท่านพุทธทาส ต้องเอาคำสอนพวกนี้มาพูดใหม่ อาตมาเองคิดว่าจากนี้ไป ก็จะทำงานหนังสือของท่านอาจารย์ให้มากขึ้น โดยตั้งใจว่าจะทำเกร็ดชีวิต 100 เรื่องของท่าน

 


สัมภาษณ์เรียบเรียงและถ่ายภาพ: ฝน หว่านไฟ

29 ตุลาคม 2548

 





แบ่งปันให้เพื่อน | Share to your friends

Other Online Stores:

Lazada
  Shoppee

บริษัท BOOK TIME จำกัด
Email: webmaster@booktime.co.th

เลขที่ 214 ซอยพระรามที่ 2 ซอย 38 ถนนพระราม 2
แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150
โทร. 02 415 2621, 02 415 6507
แฟกซ์. 02 416 7744