ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสงบของมนุษย์เรา

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความสงบของมนุษย์เรา

       มนุษย์เราส่วนมากรู้จักความสงบผิดความจริงไปมาก ทั้งที่คําๆ นี้ก็เป็นคําที่มนุษย์ตั้งขึ้นใช้กันเอง. พอเอ่ยชื่อว่า “ความสงบ” ขึ้นในสมัยนี้บางคนถึงกับชะงักและถอยหลัง โดยกลัวว่าความสงบนั้นจะทําให้เขาเหินห่างจากความสนุกสนานเพลิดเพลินต่างๆ เสียสิ้นแล้วไปอยู้เป็นมุนีในป่าซึ่งเขาไม่ยอมไปเด็ดขาด และเกลียดเป็นอย่างมาก, ชอบแต่จะให้คนอื่นทิ้งโลกไปหาความสงบ แล้วทิ้งเขาไว้ในโลกแห่งความเพลิดเพลินเท่านั้น. แต่ถ้าถามเขา เขาก็ตอบว่าชอบความสงบเหมือนกัน และพูดถึงความสงบกันเสมอๆ. บุคคลประเภทนี้ ไม่รู้จักก้าวหน้าจากความสงบชั้นต่ำไปยังความสงบชั้นสูง ตามลําดับๆ คงสอบไล่หลักสูตรการเป็นคน ตกซ้ำาแล้วซ้ำอีกอยู่นั่นเอง. ทั้งที่ทุกวันๆ เขาก็ตั้งอยู่ในความพอใจหรือความเพลิดเพลินอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความสงบชั้นปลอมเทียม หรือเบื้องต้นอยู่แล้ว. แทนที่เขาศกษาและเขยิบเลื่อนขึ้นไปชั้นสูง กลับหยุดวนเวียนอยู่ในขั้นต้นนั่นเอง. นี่คือความไม่รู้จักความสงบ ซึ่งเกิดมาจากความเข้าใจผิดในคําว่า “ความสงบ” นั้นอีกต่อหนึ่ง. 

 
       เมื่อพิจารณากันถึงความสงบชั้นสูง หรือความสงบอันแท้จริง เรายังมีความเข้าใจผิดกันอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือข้อที่ไม่เคยเข้าใจกันว้า มนุษย์และสัตว์มีความใคร่จะสงบเป็นสัญชาตญาณอันหนึ่งเหมือนกัน หรือพร้อมกันกับสัญชาตญาณอื่นๆ ที่มีอยู่ในตัว และบางทีจะเป็นสัญชาตญาณอันหัวหน้าด้วยซ้ำไป. แม้มนุษย์จะมีสัญชาตญาณอันนี้อยู่ แต่ก็หาได้ส่งเสริมหรือแก้ไขให้เจริญงอกงามเหมือนกับสัญชาตญาณอื่นๆ ซึ่งกล่าวขวัญถึงกันอยู่เสมอนั้นไม่, ยิ่งกว่านั้น ยังจะไม่ถูกนํามาใช้ หรือไม่รู้จักใช้ด้วยซ้ำไปนอกจากที่ความจําเป็นบังคับ.


       มนุษย์เรามีความใคร่จะสงบเป็นสัญชาตญาณจริงหรือไม่เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาดู. ในบางครั้งทําไมเราไม่ชอบให้ใครมาแหย่เรารบกวนเรา ทําความหนวกหูกีดขวางตาเราโดยที่เราอยากนั่งคนเดียวของเราเงียบๆ. แต่บางครั้งทําไมเราไม่อยากอยู่นิ่งๆ อยากทํานั่นทํานี่. ข้อควรสงสัยจึงมีว่าอันไหนเป็นความต้องการของสัญชาตญาณ. เมื่อพิจารณาดูถึงสัตว์ซึ่งไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจิตใจเหมือนมนุษย์ยังคงเป็นไปตามธรรมชาติแท้ ๆ แล้ว เราจะเห็นว่ามันต้องการความสงบมากกว่าต้องการความวุ่นวายต้องการอยู่นิ่งมากกว่าวิ่งไปวิ่งมา ต้องการกินเพื่ออิ่ม ไม่เพื่อกินเล่นสนุกๆ, นอกจากความจําเป็นบังคับแลวมันไม่มีการเคลื่อนไหว, (งูบางชนิดอยู่นิ่งๆ ตั้งวันๆ ทั้งที่มันเป็นอิสระไปไหนก็ไปได้ซึ่งไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่ามัน อยากอยู่นิ่งๆ หรือขี้เกียจ), จนเราเห็นได้ว่าเมื่อความจําเป็นเนื่องจากการบังคับของสัญชาตญาณอื่นๆ เช่นสัญชาตญาณแห่งการใคร่จะสงบก็ปรากฏแทนที่ซึ่งดูเหมือนว่ามันเป็นทุนเดิมอยู่ ในสันดานของมันมิฉะนั้นการพักผ่อนก็มีไม่ได้. เราพอจะเห็นได้ว่า ความใคร่จะสงบนี้เป็นพื้นฐานของจิตอยู่ตลอดกาล. พอความต้องการชนิดอื่นๆ มีสิ่งมาสนองความอยากของมันจนจืดชืดหรือระงับไปแล้ว มันก็แล่นลงสู่พื้นฐานเดิมคือความสงบ เช่นเดียวกับแมลงมุม มีเวลาของมันสําหรับนอนอยู่ที่ตรงใจกลางรังมากกว่าเวลาที่มันวิ่งไปตามชายรังเพื่อจับสัตว์. จิตของมนุษย์เราก็ทํานองเดียวกันเมื่อผุดขึ้นทําหน้าที่คิดนึกหรือรู้สึกอะไรเสร็จแล้ว ก็ตกลงสู่พื้นฐานเดิม คือภวังค์ อยู่เป็นปรกติตลอดจนกระทั่งเวลานอนหลับ. และแม้เมื่อมันจะเปลี่ยนการคิดจากเรื่องหนึ่งไปยังอีกเรื่องหนึ่ง ก็ต้องตกพื้นฐานเดิมคือภวังค์เสียก่อนเหมือนกัน จึงเปลี่ยนไปได้ จนอาจกล่าวได้ว่า เมื่อนับรวมการตกลงภวังค์ครั้งเล็กครั้งน้อยทุกๆ ครั้งเข้าด้วยแล้ว วันหนึ่งกับคืนหนึ่งเวลาที่อยู่ในภวังค์มากกว่าเวลาที่ขึ้นจากภวังค์. ยิ่งสําหรับสัตว์ที่เป็นอยู่ของมันเอง โดยไม่มีมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว เวลาที่สงบหรืออยู่ในภวังค์ ย่อมมากกว่าเวลาที่ขึ้นมาทํากิจต่างๆ มากนัก. ข้อนี้ทําให้เกิดความเห็นว่า การที่จิตตกลงสู่ความสงบทุกๆ คราวที่มีโอกาสนั้นเป็นความต้องการของสัญชาตญาณ. เพราะมัน”ลุกไปทํางาน” เฉพาะเมื่อจําเป็นเท่านั้น. การที่คนเราทํางานมากกว่าสัตว์ ก็เพราะมนษย์ได้สร้างวิธีขยายกําลังของความคิดนึกให้กว้างออกไปกว่าสัตว์นั่นเอง และมีมูลมากจากตัณหาซึ่งเป็นฝักฝ่ายของความไม่สงบ. ด้วยเหตุนี้เราจะได้สัญชาตญาณเป็น ๒ ฝ่าย คือสัญชาตญาณฝ่ายที่ใคร่ความสงบโดยตรง, กับสัญชาตญาณฝ่ายไม่สงบ. แต่เมื่อพิจารณาดูอย่างประณีตอีกครั้งหนึ่งแล้ว เราจะมองเห็นตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเองว่า ฝ่ายความไม่สงบหรือความดิ้นรนต่างๆ นั้นมันก็ดิ้นรนหาความสงบอีกนั่นเองแม้จะเป็นความสงบอย่างเทียมหรืออย่างแท้ก็ตาม ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า สัญชาตญาณชิ้นใหญ่ หรือชั้นหัวหน้าของจิต ก็คือการใคร่หรือการแส่หาความสงบ ซึ่งถ้าไม่ทางตรงก็ทางอ้อม. ส่วนสัญชาตญาณอื่นๆ ที่มีลักษณะต่างๆ กันนั้น เป็นเพียงการใคร่ความสงบทางอ้อมเท่านั้น คือเพื่อจะสงบความใคร่ของมัน มันจึงดิ้นรนหา และไปจบลงคราวหนึ่งๆ ด้วยการสงบความอยากนั้นได้เป็นคราวๆ. ตัวอย่างเช่นสัญชาตญาณแห่งการต้องการอาหารทําให้หิว สัญชาตญาณแห่งการต้องการสืบพันธุ์ทําให้กระสัน ฯลฯ เป็นต้น ครั้นได้มาแล้ว ก็สงบอยู่ในสภาพเดิมที่เป็นพื้นฐานคือความสงบ ซึ่งเห็นได้ว่าการดิ้นรนนั้น มีความมุ่งหมายมายังที่นี่. ความพอใจนั้นๆ ที่เกิดขึ้นมากหรือน้อย ยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืน ย่อมแล้วแต่ความสงบนั้นๆ เป็นชนิดใดคือแท้หรือเทียม. 


       เมื่อเรามองเห็นชัดแล้วว่า สัญชาตญาณฝ่ายที่มีลักษณะไม่สงบทุกๆ อย่าง ล้วนแต่หมุนมาหาความสงบ มีความสงบเป็นที่มุ่งหมายในตอนหลัง ดังนี้แล้ว ปัญหาที่จะเกิดขึ้นว่า ความสงบเกิดก่อนหรือความไม่สงบเกิดอยู่ก่อน (ทํานองไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่) ก็มีขึ้นไม่ได้ เพราะเราเห็นได้ว่า ความดิ้นรนนั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งเข้าปรุงชั่วคราวเป็นคราวๆ และแล้วในที่สุด ก็จะเข้าสู่ภาวะที่สงบ หรือเข้าสู่ภาวะที่เหตุปัจจัยอะไรปรุงแต่งต่อไปอีกไม่ได้ ซึ่งเป็นความสงบอันเด็ดขาดแท้จริง หรือนิพพาน. เมื่อนึกถึงหลักที่ว่าจิตนี้มักตกไปในกาม มีกามเป็นที่นอนจมดิ้นรนแต่จะลงสู่กามเหมือนปลาที่เขาโยนขึ้นบกดิ้นจะลงสู่น้ำเสมอแล้ว นั่นก็ยังเห็นได้ว่า มันดิ้นลงสูความสงบชนิดเทียม เพราะความต้องการอันนั้นเกิดมาจากความโง่ หรือฝ่ายอวิชชา. ถ้าฉลาดขึ้นเมื่อใด ก็จักดิ้นหาความสงบที่แท้มากขึ้นเมื่อนั้น. เพราะฉะนั้นเราควรเข้าใจเสียใหม่ว่าความเอะอะวุ่นวายทั้งหลายนั้น คืออาการที่มันแส่ไปหาความสงบของสัญชาตญาณ. เมื่อความเข้าใจผิด ที่ทําให้คนเรากลัวความสงบหมดไปแล้ว ก็ไม่เป็นการยากอะไรเลยที่จะเข้าใจและพอใจในความสงบซึ่งคล้อยตามความต้องการของสัญชาตญาณอยู่ก่อนแล้วเรื่องของความสงบ จึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยาก หรืออยู่นอกเหนือวิสัยที่จะศึกษาและทําได้, และมีความสุข.





แบ่งปันให้เพื่อน | Share to your friends

Other Online Stores:

Lazada
  Shoppee

บริษัท BOOK TIME จำกัด
Email: webmaster@booktime.co.th

เลขที่ 214 ซอยพระรามที่ 2 ซอย 38 ถนนพระราม 2
แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150
โทร. 02 415 2621, 02 415 6507
แฟกซ์. 02 416 7744