ชวีหยวน มหากวีผู้รจนาเป็นลำนำเศร้ารันทด เป็นกวีชนิดฉือ ร้องด้วยทำนองเพลงแคว้นฉู่ ขุนนางตงฉินผู้ต้องราชภัยเนื่องจากคัดค้านองค์ฉู่ฮวายอ๋องในการทำสัญญาพันธมิตรกับแคว้นฉินในปลายยุค
จ้านกว๋อ ขุนนางผู้ภักดี บริหารงานราษฎร์หลวงด้วยความซื่อตรงประชาราษฎรต่างรักใคร่
แต่สุดท้ายชวีหยวนถูกขับออกจากราชสำนักและต้องร่อนเร่หนีการไล่ล่าของทหารฉู่และฉิน แต่เมื่อในที่สุดกลการเมืองของฉินฮุ่ยหวางสำเร็จ กองทัพฉินตัดขาดพันธมิตร ส่งแม่ทัพไป่ฉียึดนครอิงหยางของแคว้นฉู่ ชวีหยวนรันทดใจจึงกระโดดลงแม่น้ำ ชาวบ้านต่างโศกเศร้าเสียใจและไม่ต้องการให้เหล่าฝูงปลากัดกินร่างของชวีหยวน จึงมัดข้าวใส่ใบไผ่โปรยลงไปให้ปลากิน ต่อมากลายเป็นธรรมเนียมไหว้ขนมจ้าง หรือ บ๊ะจ่าง และเทศกาลแข่งเรือมังกร เพื่อบวงสรวงดวงวิญญาณของชวีหยวนในวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 เป็นที่แพร่หลายจนปัจจุบัน
ชวีหยวน ต้นกำเนิดประเพณีไหว้ขนมบ๊ะจ่าง เริ่มจาก ชวีหยวน (340 - 278 ปีก่อนคริสต์ศักราช) กวีผู้รักชาติแห่งรัฐฌ้อ/ฉู่ เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดถือคุณธรรม กล้าพูดกล้าทำ ชอบช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ถูกเหล่าขุนนางกังฉินกลั่นแกล้งจนถูกปลดและเนรเทศออกจากแคว้นฌ้อ/ฉู่ หลังจากนั้นไม่นานแคว้นฉินก็บุกล้มล้างรัฐฌ้อ/ฉู่ ได้สำเร็จ
เมื่อถึงครบวันตายของเขาทุกปี ชาวบ้านจะเอาอาหารมาโปรยลงแม่น้ำ จนมีชาวบ้านคนหนึ่งเห็นเขามาขอบคุณและแนะนำให้ชาวบ้านเอาอาหารห่อด้วยใบไผ่จนกลายเป็นประเพณีไหว้ขนมบ๊ะจ่าง/เทศกาลต่วนอู่เจี๋ยในวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งตรงกับวันมรณกรรมของชวีหยวน ผู้รักชาติยิ่งชีพ
ทั่วทั้งมณฑลหูเป่ย์ที่จุดสำคัญจึงมีรูปปั้นของกวี ชวีหยวน เช่น ถนนคนเดินริมแม่น้ำฌ้อ รูปปั้นขนาดใหญ่ หัวมุมกำแพงเมืองโบราณจิงโจว/เกงจิว คนละด้านกับกวนอู หรือรูปปั้นจัดแสดงในมิวเซียมศิลปะแห่งอู่ฮั่น และที่ทะเลสาบตงหู เป็นต้น
นอกจากเทศกาลตวนอู่ วันไหว้ขนมบ๊ะจ่างแล้ว รัฐบาลยังกำเนิดให้เป็น วันกวีแห่งชาติ รำลึกถึง
ชวีหยวน (屈原) กวีผู้เป็นที่รักของประชาชน ผู้ประพันธ์บทกวีที่มีชื่อว่า ลำนำแห่งฉู่ (The Songs of Chu)
ปัจจุบัน บริเวณที่เคยเป็นหมู่บ้านเดิมของมหากวีชวีหยวนนั้นเป็นชาวเขาเฟิ่งหวง ตำบลเหมาผิง อำเภอจื่อกุย เมืองอี๋ชาง มณฑลหูเป่ย์ รัฐบาลจึงได้สร้างชวีหยวนสือ (ศาลชวีหยวน) เป็นแหล่งท่องเที่ยว และในสวนสาธารณะสำคัญต่าง ๆ ล้วนพบรูปปั้นของมหากวีผู้นี้ในมณฑลหูเป่ย์
บริเวณบ้านของ ชวีหยวน ในอดีตนั้น จมอยู่ใต้เขื่อนซานเสียต้าป้า เหมือนกับเมืองเป๊กเต้เซีย ที่พระเจ้าเล่าปี่ มาตรอมใจสวรรคตแล้วฝากบุตรไว้กับขงเบ้ง ก็จมอยู่ใต้เขื่อนแห่งนี้ แต่อยู่ในเขตมหานครฉงชิ่ง
เดิมนั้น เมืองอี๋ชาง เป็นเมืองเล็ก ๆ ตอนกลางของแม่น้ำแยงซีเกียง ก่อนปี ค.ศ. 1978 ยังเป็นเมืองที่มีพลเมืองประมาณ 3 แสนกว่าคนที่ไม่มีใครรู้จัก เมื่อรัฐบาลจีนสร้างเขื่อนกักน้ำและโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ทำให้เมืองอี๋ชางกลายเป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวที่โด่งดังของประเทศจีน
คนมาเมืองอี๋ชาง ส่วนมากจะมาล่องเรือชมวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำฉางเจียง/แยงซีเกียงและการมาชมเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ชื่อว่า "ซานเสียต้าป้า" ซึ่งสร้างในระหว่างปี ค.ศ. 1996 – 2009 เป็นเขื่อนที่สูงที่สุด 180 เมตร กักน้ำสูงที่สุด (175 เมตร) น้ำท่วมขังไกลประมาณ 800 กิโลเมตร ใช้สำหรับผลิตไฟฟ้า ทดน้ำทำการเกษตร
การสร้างเสน่ห์เมืองอี๋ชาง นอกจากให้คนมาเที่ยวล่องแม่น้ำชมเขื่อนแล้ว รัฐบาลเมืองอี๋ชางยังได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1 หมื่นล้านหยวน (1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในการพัฒนาและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ หอจัดแสดงการวางผังเมือง ศูนย์กีฬา พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศูนย์กิจกรรมสำหรับผู้หญิงและเด็ก นอกจากนี้ ยังมีการสร้างลานบันเทิงมาตรฐานตามหมู่บ้านและชุมชนถึงประมาณ 95% อีกด้วย
โดยในทุก ๆ ปี จะมีการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่เฉลี่ยกว่า 80 กิจกรรมในเมืองอี๋ชาง ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่มาจากชุมชนท้องถิ่นถึง 100,000 คน และในปีที่ผ่านมา มีชาวเมืองอี๋ชางถึงประมาณ 400,000 คนเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบทกวี
เมืองแห่งนี้ยังเป็นแหล่งรวมทีมวิจัยและประพันธ์กวีนิพนธ์กว่า 15 คณะ และมีชมรมกลอนอีก 39 ชมรมที่เมืองอี๋ชาง (The Songs of Chu) การแข่งขันได้ถูกจัดขึ้นติดต่อกันมาหลายศตวรรษที่เมืองโบราณแห่งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการทำพิธีรำลึกถึงชีหยวนก่อนเริ่มการแข่งขัน ซึ่งดึงดูดผู้ชมท้องถิ่นเป็นจำนวนหลายหมื่นคน
เมืองอี๋ชาง นอกจากเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่านั้น สตอรี่สำคัญที่เป็นเสน่ห์คือขายความบ้านเกิดของบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งยังโด่งดังในวงการเปียโนและบทกวี เมืองนี้จึงเป็นดั่งภาพสะท้อนของวัฒนธรรมจีนโบราณที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์มาจนถึงปัจจุบัน การันตีได้จากการที่เมืองอี๋ชางได้รับรางวัลด้านศิลปะมาแล้วมากกว่า 400 รางวัล