── นวนิยายเรื่อง “กลลวงซ่อนตาย” ถือเป็นนิยายขนาดยาวเรื่องแรกของ “ซีรีส์กาลิเลโอ” ใช่ไหมครับ
ฮิงาชิโนะ: ถ้าเป็นเรื่องสั้น โดยเฉพาะซีรีส์นี้ ผมแทบจะใช้พลังทั้งหมดไปกับการคิดกลอุบายหรือกลไกของคดีอยู่แล้ว อีกอย่าง ครั้งนี้ตัวเอกของเรื่องคือฝ่ายคนร้ายหรือผู้ต้องสงสัย ผมรู้สึกว่าตัวละครคนนี้มีเสน่ห์มาก จึงอยากใช้พื้นที่ของนิยายขนาดยาวค่อยๆ ถ่ายทอดเรื่องราวของเขาอย่างเต็มที่
── ตัวเอกของเรื่อง “อิชิงามิ” ถูกวางให้เป็นนักคณิตศาสตร์ และเคยเป็นคู่แข่งคนสำคัญของยูกาว่าตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
ฮิงาชิโนะ: ตอนคิดพล็อต ผมถามตัวเองว่า “คนแบบไหนถึงจะทำให้ยูกาว่าต้องปวดหัวได้” ครั้งนี้ผมต้องการให้เป็นคนที่ใช้ตรรกะอย่างตรงไปตรงมาและเฉียบคม หากจะหาคนที่สามารถต่อกรกับนักฟิสิกส์ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ผมก็นึกถึงนักคณิตศาสตร์เป็นอันดับแรก
── คุณมีภาพลักษณ์ของ “นักคณิตศาสตร์” อย่างไรบ้าง
ฮิงาชิโนะ: ตอนเขียนเรื่องนี้ ผมได้พบและพูดคุยกับอาจารย์ด้านคณิตศาสตร์หลายท่าน อีกทั้งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเองก็เรียนคณิตศาสตร์ขั้นสูงอยู่พอสมควร
นักคณิตศาสตร์ตัวจริงนั้น วงจรความคิดแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขามองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น และวิธีทำความเข้าใจโลกก็ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ตัวผมเองก็ถือว่าถนัดคณิตศาสตร์มาก แต่เมื่อได้เจอคนที่เก่งกว่าจริงๆ ก็รู้เลยว่ายังมีคนที่อยู่เหนือเรา และผมก็ไม่อาจเข้าใจโลกทัศน์ของพวกเขาได้ทั้งหมด
อาจเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ค่อยตรงนัก แต่ก็เหมือนกับคนที่ฝึกจนมีความสามารถใกล้เคียง “หูสมบูรณ์แบบ” (Absolute Pitch) กับคนที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์นั้น เสียงที่ทั้งสองได้ยินย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมคิดว่านักคณิตศาสตร์อัจฉริยะก็คงเป็นแบบนั้น
ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า
“วิทยาศาสตร์ไม่มีขีดจำกัด แต่ความสามารถของมนุษย์ในการทำความเข้าใจต่างหากที่มีขีดจำกัด”
ผมคิดว่าคณิตศาสตร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด สมมติว่ามีคนค้นพบทฤษฎีใหม่ เขาจะส่งผลงานนั้นไปให้นักคณิตศาสตร์ชั้นนำทั่วโลกช่วยตรวจสอบ เมื่อได้รับการรับรอง ทฤษฎีนั้นจึงจะได้รับการยอมรับ
แต่เมื่อทฤษฎีมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มมีคนที่ไม่สามารถเข้าใจมันได้
โลกของนักคณิตศาสตร์จึงมีลักษณะเหมือน พีระมิด ยิ่งขึ้นไปสูง จำนวนคนที่เข้าใจเนื้อหาได้ก็ยิ่งลดลง และว่ากันว่าบนยอดพีระมิดนั้น มีผู้ที่เข้าใจอย่างแท้จริงอยู่ราว ‘เจ็ดคน’ เท่านั้น
── ในหนังสือเล่มนี้มีการกล่าวถึงปัญหาทางคณิตศาสตร์อย่าง “ทฤษฎีสี่สี” (Four Color Theorem) และ “ปัญหา P≠NP” ด้วยนะครับ
ฮิงาชิโนะ: ปัญหา P≠NP เป็นหนึ่งใน 7 ปัญหาสหัสวรรษ (Millennium Prize Problems) ที่มีเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ที่พิสูจน์ได้สำเร็จ เป็นปัญหาที่น่าสนใจมาก แทบจะเป็นคำถามเชิงปรัชญาเลยทีเดียว
อิชิงามิในเรื่องถูกกำหนดให้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม ส่วน ทฤษฎีสี่สี นั้นได้รับการพิสูจน์สำเร็จในช่วงที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยพอดี ตอนนั้นเป็นข่าวใหญ่และได้รับความสนใจอย่างมาก
แต่ผมจำได้ว่าตอนอ่านวิธีพิสูจน์ก็อดคิดไม่ได้ว่า
“พิสูจน์แบบนี้ก็ใช้ได้ด้วยหรือ?” (หัวเราะ)
มันเป็นปัญหาที่เป็นปริศนามาอย่างยาวนาน และบังเอิญได้รับการคลี่คลายในช่วงที่อิชิงามิยังเป็นนักศึกษา จึงเป็นปัญหาที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมากสำหรับตัวละครคนนี้
── เวลาคนทั่วไปนึกถึงคณิตศาสตร์ ก็มักจะคิดถึงการคำนวณ ตัวเลข หรือการแทนค่าสูตรต่างๆ ใช่ไหมครับ
ฮิงาชิโนะ: คณิตศาสตร์ระดับนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงครับ
อย่างปัญหา P≠NP ก็เป็นคำถามว่า ระหว่าง “การหาคำตอบ” กับ “การตรวจสอบว่าคำตอบนั้นถูกต้องหรือไม่” อย่างไหนยากกว่ากัน
หลายคนอาจสงสัยว่า เรื่องแบบนี้ตรงไหนคือคณิตศาสตร์
แต่สำหรับคณิตศาสตร์ที่แท้จริง มันคือสิ่งนั้นเอง
แทบทุกปรากฏการณ์บนโลกสามารถอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่าคณิตศาสตร์อธิบายได้หรือไม่ แต่คือ มนุษย์จะสามารถสำรวจและทำความเข้าใจมันได้ไกลแค่ไหน
นักคณิตศาสตร์เอง ต่อให้ปรารถนาจะใช้เวลาทั้งหมดกับคณิตศาสตร์ ก็ยังรู้สึกว่าเวลาไม่เคยเพียงพอ
บางคนอาจมีแนวคิดอันยิ่งใหญ่ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าผลงานจะเสร็จสมบูรณ์ในตอนนั้น
หลังจากได้แนวคิดแรกแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือค่อยๆ สร้างต่อยอด ขยายความ และขุดลึกลงไปตลอดชีวิต
คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด
เพราะฉะนั้น นักคณิตศาสตร์จึงสามารถแสวงหาความรู้และไล่ตามคำตอบใหม่ๆ ได้ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต
ฮิงาชิโนะในแบบฉบับ ซีราโน เดอ แบร์เชอแร็ก
── ถ้าไม่รักคณิตศาสตร์จริงๆ ก็คงทำแบบนั้นไม่ได้เลยนะครับ (หัวเราะ)
ในเรื่องนี้ นักคณิตศาสตร์คนหนึ่งตกหลุมรัก ฮานาโอกะ ยาสุโกะ หญิงสาวผู้ทำงานในร้านขายเบนโตะและอาศัยอยู่ห้องข้างๆ เขา เมื่อเขารู้ว่ายาสุโกะเผลอฆ่าอดีตสามีโดยไม่คาดคิด เขาจึงตัดสินใจยื่นมือเข้าช่วยเหลือเธอ
──ก่อนหน้านี้คุณเคยบอกว่า อยากเขียนเรื่องที่มีบรรยากาศคล้าย “ซีราโน เดอ แบร์เชอแร็ก” ใช่ไหมครับ
ฮิงาชิโนะ: ผมคิดว่าผู้ชายส่วนใหญ่ เวลารู้ตัวว่าความรักของตัวเองไม่มีวันสมหวัง แต่ก็เห็นว่าผู้หญิงที่รักมีคนที่เธอรักอยู่แล้ว หรือเส้นทางสู่ความสุขของเธออยู่ที่อื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวเอง หลายคนก็ยังอยากช่วยให้เธอสมหวัง แม้ว่าจะต้องเสียสละตัวเองก็ตาม
ผู้ชายมีด้านที่ยอมเสียสละแบบนั้นอยู่ไม่น้อย
── หมายถึงผู้ชายโดยทั่วไปเลยหรือครับ ไม่ใช่เฉพาะตัวคุณฮิงาชิโนะเอง
ฮิงาชิโนะ: ใช่ครับ ผมว่าผู้ชายทุกคนมีความรู้สึกแบบนั้นอยู่บ้าง เพียงแต่จะทำได้ถึงระดับเดียวกับอิชิงามิหรือเปล่า ก็อีกเรื่องหนึ่ง
ผมไม่คิดว่านั่นเป็นเพียงจิตวิญญาณของอัศวินเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในพันธุกรรมของเพศชายด้วย
ลองมองสิ่งมีชีวิตอื่นๆ หรือสัตว์ต่างๆ ก็ได้ ตัวผู้จำนวนมากพร้อมจะเสี่ยงหรือแม้แต่เสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อให้เผ่าพันธุ์ดำรงอยู่
ดังนั้นผมจึงคิดว่า มนุษย์เองก็น่าจะยังคงมีพันธุกรรมแบบนั้นหลงเหลืออยู่
── ตอนเริ่มเขียน คุณวางโครงเรื่องไว้ว่า “คนร้ายเป็นนักคณิตศาสตร์ และดำเนินเรื่องด้วยความรักในแบบ ซีราโน เดอ แบร์เชอแร็ก” แล้วองค์ประกอบอื่นๆ ของเรื่อง รวมถึงตัวละครต่างๆ เกิดขึ้นระหว่างการเขียนหรือเปล่าครับ
ฮิงาชิโนะ: หลายอย่างเหมือนค่อยๆ ไหลไปเองระหว่างที่ผมเขียน
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ คุโดะ ชายคนหนึ่งที่เคยรู้จักกับยาสุโกะสมัยเธอทำงานในไนต์คลับ
จริงๆ แล้วผมไม่ได้วางแผนให้เขาปรากฏตัวเลย แต่ระหว่างเขียนๆ อยู่ จู่ๆ เขาก็โผล่ออกมาเอง ไม่ได้ตั้งใจสร้างเขาขึ้นมาหรอกนะ เหมือนเขาเดินเข้ามาที่ร้านเบนโตะซึ่งยาสุโกะทำงานอยู่ด้วยตัวเองเลย (หัวเราะ)
── ผมนึกมาตลอดว่าตัวละครคุโดะถูกวางแผนไว้ตั้งแต่แรกเสียอีก เพราะใน ซีราโน เดอ แบร์เชอแร็ก ก็มีตัวละครที่ทำหน้าที่แบบนี้เหมือนกันนะครับ และถ้ามีหรือไม่มีตัวละครแบบนี้ เรื่องก็จะต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฮิงาชิโนะ: ใช่เลยครับ ต่างกันมากจริงๆ แต่เขาไม่ได้เกิดขึ้นจากการคำนวณไว้ล่วงหน้า อยู่ๆ เขาก็เดินเข้ามาในร้านเบนโตะ ยาสุโกะเงยหน้าขึ้นมาแล้วตกใจ
“เอ๊ะ คนนี้ใครนะ ทำไมถึงรู้จักเรา?” แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่า
“อ๋อ... ลูกค้าสมัยก่อนนี่เอง” ทุกอย่างเกิดขึ้นเองระหว่างที่ผมกำลังเขียน
── ในนิยายขนาดยาวเรื่องนี้ แตกต่างจาก นักสืบกาลิเลโอ ซึ่งเป็นรวมเรื่องสั้นที่คุซานางิมักอาศัยคำใบ้จากยูกาว่าในการไขคดี เพราะครั้งนี้ยูกาว่าต้องยืนอยู่ระหว่างมิตรภาพที่มีต่อคุซานางิและอิชิงามิ
── ยูกาว่าในผลงานก่อนๆ เป็นคนเยือกเย็น มีเหตุผล และไม่หวั่นไหวต่ออารมณ์ แต่ในเรื่องนี้เขากลับต้องเผชิญความทุกข์ใจอย่างหนัก ทำให้เราได้เห็นด้านที่เป็นมนุษย์ของเขามากขึ้น
ฮิงาชิโนะ: ความจริงแล้ว ถ้าไม่มียูกาว่า คุซานางิไม่มีทางเข้าถึงความจริงของคดีได้เลย
หากยูกาว่าไม่อยู่ เขาคงไม่แม้แต่จะสงสัยอิชิงามิ
โดยปกติแล้ว ตัวละครนักสืบคือผู้ที่รวบรวมเบาะแสและไขปริศนา
แต่ในเรื่องนี้ ยูกาว่ากลับกลายเป็น ส่วนหนึ่งของเบาะแสที่นำไปสู่การไขปริศนาเสียเอง
── เพราะยูกาว่ารู้จักอิชิงามิมาตั้งแต่สมัยเรียน เขาจึงคิดว่า “คนอย่างอิชิงามิคงไม่มีทางทำแบบนี้” ความสงสัยเช่นนั้นเองที่ทำให้คดีเริ่มคลี่คลาย หากไม่มีความรู้จักในอดีต อาชญากรรมของอิชิงามิก็คงไม่มีวันถูกเปิดโปง
ฮิงาชิโนะ: ถูกต้องครับ
แต่ถ้าพูดต่อจากนี้ก็คงกลายเป็นการสปอยล์เสียแล้ว จึงคงเล่ารายละเอียดไม่ได้ (หัวเราะ)
“การอุทิศตน” ที่ซ่อนอยู่ในชื่อเรื่อง หมายถึงอะไรกันแน่
── ตัวละครนางเอกอย่างฮานาโอกะ ยาสุโกะ ถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมมากครับ
ยาสุโกะเป็นหญิงวัยราวปลายสามสิบ เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกสาววัยมัธยมต้นหนึ่งคน เพื่อปกป้องเธอ อิชิงามิยอมเสียสละอย่างมหาศาล แต่สำหรับตัวเขาเอง ต่อให้ผู้หญิงที่เขารักไม่มีวันได้รับรู้ถึงการเสียสละนั้น เขาก็ไม่เคยคิดว่าเป็นปัญหา ช่างเป็นความรักที่เจ็บปวดเหลือเกิน
เมื่อฟังคุณอธิบายแล้ว ผมก็รู้สึกว่าชื่อเรื่อง “การอุทิศตน” (献身) นั้น ไม่มีคำไหนจะเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว
ช่วงท้ายเรื่องมียาสุโกะคิดในใจว่า “คนที่บริสุทธิ์ไร้มลทินอย่างแท้จริงคืออิชิงามิ” และเมื่อมองย้อนกลับไป ก็รู้สึกว่าอิชิงามิเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เขาเป็นคนที่ไม่มีความหม่นมัวอยู่ในใจเลย
ฮิงาชิโนะ: ใช่ครับ
ผู้คนมักเรียกผมว่าเป็นนักเขียนนิยายสืบสวน และตลอดมาผมก็เขียนงานมาหลายรูปแบบบางเรื่องอย่าง “ความลับ” (秘密) จะเรียกว่าเป็นนิยายสืบสวนเต็มตัวก็อาจยังถกเถียงกันได้
แต่หากจำกัดเฉพาะ นิยายสืบสวนแบบดั้งเดิมที่มีคดีหนึ่งคดีเป็นแกนหลักของเรื่อง ผมคิดว่า “กลลวงซ่อนตาย” น่าจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดของตัวเอง
ผมรู้สึกว่าไม่ได้เขียน “นิยายสืบสวนที่เป็นนิยายสืบสวนอย่างแท้จริง” มานานแล้ว
พูดตามตรง แม้แต่ตัวผมเองก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะออกมาลงตัวได้ถึงขนาดนี้
── แม้แต่บรรณาธิการผู้รับผิดชอบต้นฉบับก็ยังถูกหลอกอย่างหมดจดเลยครับ (หัวเราะ)
ฮิงาชิโนะ: ใช่ครับ (หัวเราะ)
ระหว่างที่ตีพิมพ์เป็นตอนในนิตยสาร บรรณาธิการที่ดูแลเรื่องนี้จะส่งอีเมลมาเล่าความรู้สึกหลังอ่านทุกตอน
ผมอ่านแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะรู้เลยว่า
“เขาถูกผมหลอกเข้าเต็มๆ แล้ว” (หัวเราะ)
ภาคต่อไป... ผู้หญิงจะเป็นคนที่ทำให้ยูกาว่าต้องปวดหัว!?
── พอจะเล่าให้ฟังได้ไหมครับว่า คุณมีแนวคิดอย่างไรสำหรับผลงานเรื่องต่อไปของซีรีส์กาลิเลโอ
ฮิงาชิโนะ: ตอนนี้ยังไม่ได้กำหนดรายละเอียดทั้งหมดหรอกครับ
ใน “กลลวงซ่อนตาย” ผมให้อาชญากรเป็นนักคณิตศาสตร์ เพราะต้องการให้เขาเป็นคนที่ใช้ตรรกะได้เหนือชั้นจนสามารถต่อกรกับยูกาว่าได้
แต่ในเรื่องถัดไป ผมอยากให้คนร้ายเป็น ผู้หญิง ละอยากเขียนอาชญากรรมที่มีลักษณะเฉพาะของผู้หญิง
ผมอยากสร้างตัวละครที่มีวิธีคิดแบบที่ผู้ชาย หรือแม้แต่นักฟิสิกส์อย่างยูกาว่า ก็ยากจะทำความเข้าใจ เพื่อให้ยูกาว่าต้องปวดหัวกับเธอ
── แสดงว่ามุมมองของคุณที่มีต่อผู้หญิงเป็นแบบนั้นหรือครับ ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยาก? (หัวเราะ)
ฮิงาชิโนะ: ยกตัวอย่างนะครับ สมมติผมไปซื้อของกับผู้หญิง แล้วเห็นเธอกำลังจะซื้อกระเป๋าสีดำใบใหม่
ผมอาจพูดว่า “ก็เธอมีใบสีดำแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว แค่เนื้อผ้าต่างกัน หรือรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ต่างกัน มันก็กลายเป็นกระเป๋าคนละใบโดยสิ้นเชิง
ในขณะที่ผู้ชายจะคิดว่า “มีของคล้าย กันอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ”
อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เป็นความแตกต่างที่ผู้ชายเข้าใจได้ยาก ผมคิดว่าความแตกต่างแบบนี้แหละน่าสนใจมาก
── แสดงว่าประสบการณ์ที่สั่งสมเกี่ยวกับความคาดไม่ถึงของผู้หญิง จะถูกนำมาใช้ในผลงานเรื่องต่อไปสินะครับ
ฮิงาชิโนะ: สั่งสมไว้เยอะพอสมควรเลยครับ (หัวเราะ)
จริงๆ แล้วผมไม่ค่อยถนัดเขียนตัวละครผู้หญิงเท่าไร แต่ตอนนี้ก็คงถึงเวลาแล้ว ผมรู้สึกว่าตัวละคร ยาสุโกะ ใน “กลลวงซ่อนตาย” เขียนออกมาได้ค่อนข้างดี เพราะสภาพจิตใจของเธอซับซ้อนมาก เธอได้รับความช่วยเหลือจากอิชิงามิก็จริง
แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า... “เขาช่างเป็นภาระเสียเหลือเกิน” (หัวเราะ) คือทั้งรู้สึกขอบคุณ แต่ก็รู้สึกอึดอัดไปพร้อมกัน
── เหมือนเธอคิดว่า “จะเลือกคุโดะดีไหม... หรือจะทำอย่างไรดี...” (หัวเราะ)
ฮิงาชิโนะ: แต่ถ้ายาสุโกะลงเอยกับคุโดะจริงๆ... อาจารย์อิชิงามิคงโกรธแย่เลยนะ (หัวเราะ)
── ผมรู้สึกว่าคุณถ่ายทอดความลังเลของผู้หญิงวัยปลายสามสิบออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือมาก
ฮิงาชิโนะ: เพราะแม้จะถึงตอนจบแล้ว... เธอก็ยังลังเลอยู่เลยนะครับ ทั้งที่เพิ่งได้รับรู้ความจริงอันน่าตกตะลึงขนาดนั้นแล้วก็ตาม (หัวเราะ)
── หลังอ่านจบ ผู้อ่านสามารถกลับไปตามหาเบาะแสที่ซ่อนอยู่ได้อีกครั้ง จะอ่านในฐานะนิยายสืบสวนก็ได้ อ่านในฐานะนิยายที่เจาะลึกจิตวิทยาผู้หญิงก็ได้ หรือจะอ่านในฐานะนิยายที่หยิบยกแนวคิดทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์มาก็ได้
กล่าวได้ว่า “กลลวงซ่อนตาย” เป็นนวนิยายที่มีหลายแง่มุม เปรียบเสมือน รูปทรงหลายเหลี่ยม (polyhedron) ที่ไม่ว่าจะมองจากด้านไหน ก็จะพบความน่าสนใจในอีกแบบหนึ่งเสมอ
ที่มาข่าว: https://share.google/O00iIeNhEYOnZcwS0
#กลลวงซ่อนตาย #ฮิงาชิโนะเคโงะ #นิยายสืบสวน #สำนักพิมพ์ไดฟุกุ #daifukupublishing