หงส์ดรุณ “บังทอง” ฉายานามเสมอด้วย “ ขงเบ้ง” มังกรซ่อนกาย - Book Time: be wise in time
บทความ

หงส์ดรุณ “บังทอง” ฉายานามเสมอด้วย “ ขงเบ้ง” มังกรซ่อนกาย
2026-06-08 โดย
แชร์: line

บังทอง หรือผังถง ชื่อรอง ซื่อหยวน เกิดปี ค.ศ. 179 เป็นชาวเมืองซงหยง (เมืองเซียงหยาง) เขาเป็นหลานชายของบังเต๊กกง คหบดีใหญ่ผู้มีชื่อเสียงแห่งมณฑลเกงจิ๋ว เมื่อวัยเยาว์บังทองมีชื่อเสียงเลื่องลือว่าเป็นผู้ที่มีความซื่อตรง ยึดมั่นคุณธรรม

ต่อมาสุมาเต๊กโช เป็นยอดบุรุษผู้มีความสามารถในการอ่านจิตใจคนได้ดั่งกระจกเงา บังทองได้เข้าพบสุมาเต๊กโช ทั้งสองสนทนากันตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาเย็น สุมาเต๊กโชก็ให้การยกย่องมากแล้วจัดชื่อของบังทองเข้าเป็นหนึ่งในยอดนักปราชญ์มณฑลหนานโจว (เกงจิ๋ว) คนที่มีความสามารถทัดเทียมกับขงเบ้ง ดั่งคำสุมาเต๊กโช เคยบอกเล่าปี่ว่า "ฮกหลง ฮองซู ได้มาแต่คนหนึ่ง คิดทำการใหญ่ได้สำเร็จ" 

ภายหลังเมื่อ จิวยี่ เสียชีวิต โลซก รับช่วงตำแหน่งสืบต่อภารกิจเป็น เสาหลักของกังตั๋ง ได้แนะนำ บังทอง กับ ซุนกวน แต่ด้วยเป็นคนอาภัพวาสนาในรูปลักษณ์ คิ้วใหญ่จมูกโด่งหน้าดำหนวดสั้น ไม่เป็นที่ปลื้มสายตาซุนกวนจึงไม่ได้รับราชการอยู่กับฝ่ายกังตั๋ง

เมื่อทางฝ่ายซุนกวน ไม่ชอบใจ เขาจึงมาตามคำชักชวนของสหายขงเบ้งเพื่อจะเป็นขุนนางด้วย เล่าปี่ และตามคำแนะนำของโลซก

เมื่อบังทองมาหาเล่าปี่ พระเจ้าอาเห็นลักษณะบังทองวิปริต จึงไม่ยินดีอยากใช้บังทอง ผู้พนมมือให้แก่ชนทุกชั้นดันลืมคำของสุมาเต๊กโชเสียได้ หงส์ดรุณผู้นี้ก็หยิ่งพอที่จะไม่แสดงหนังสือแนะนำสรรพคุณ ขงเบ้ง รับรองความสามารถให้ยื่นสมัครงานกับเล่าปี่  แม้กระทั้ง หนังสือส่งตัวที่ โลซก นายกรัฐมนตรีแห่งง่อก๊ก สำทับมาฝากงานเขาก็ยื่นให้แต่อย่างใด

แต่ทั้งนี้พระเจ้าอายังรับไมตรี แต่งตั้งบังทองไปเป็นนายอำเภอเมืองลอยเอี๊ยง ซึ่งอยู่ห่างจากเกงจิ๋วสามร้อยเส้น ผู้มีปัญญามาก ไม่ได้สำแดงสติปัญญา รั้งตำแหน่งนายอำเภอลอยเอี๊ยง  เมืองเล็ก ๆ เขาจึงได้แต่กินเหล้าแล้วนอนไม่เป็นอันทำราชการ จนกระทั่งมีคนมาฟ้องร้อง เล่าปี่ว่า "นายอำเภอบังทองเอาแต่เสพสุราทุกวัน"  เล่าปี่จึงส่งเตียวหุยไปตรวจราชการ ช่างเข้าใจส่งผู้ตรวจฯ ที่หลงใหลในรสสุราไปเจอกัน

เมื่อเตียวหุยไปถึงเมืองลอยเอี๋ยง ไม่เห็นบังทองอยู่ในที่ราชการ กำลังเสพสุราเมานอนอยู่  แม่ทัพสามจึงโกรธมาก (ไม่ชวนกูกินด้วยวะ!!!555)

แรกเริ่มเดิมที เตียวหุยจะไปจับบังทองมาลงโทษ แต่ซุนเขียน ที่ปรึกษาได้ห้ามปรามเตือนสติแม่ทัพสามว่าคนมีสติปัญญาขนาดนี้เมามายต้องมีเรื่องคับแค้นในใจ ประสาคอสุราย่อมเข้าใจในน้ำมิตรที่ล้างใจ จึงไตร่สวนว่า อยู่มาร้อยวันเอาแต่เมา ทำงานราชการเสียหาย

บังทองหัวเราะแล้วตอบว่า "ท่านว่าเราละราชการบ้านเมืองนั้นข้อใด"

เตียวหุยจึงว่า "ท่านมารักษาบ้านเมืองร้อยวันเศษ กินแต่สุรามิได้ตัดสินเนื้อความราษฎร จนราษฎรไปฟ้อง" บังทองจึงว่า "เราเห็นเมืองก็น้อย ราชการก็น้อย ยากอะไรจะตัดสินเนื้อความเพียงนี้"

หลังจากนั้นหงส์ดรุณผู้นี้จึงใช้ให้เจ้าหน้าที่อำเภอ ไปนำเอาคดีความซึ่งฟ้องร้องกล่าวโทษกันที่ค้างอยู่ พร้อมทั้งโจทย์จำเลยเป็นหลายคู่มาพร้อมกันแล้ว บังทองจึงให้อ่านฟ้อง และคำให้การของโจทย์จำเลย ครั้นเสมียนอ่านข้อความไป บังทองรับฟ้อง ปากก็ว่ากล่าวตัดสิน มือจับพู่กันจดความไว้ได้รวดเร็วว่องไว ในครู่หนึ่งก็แล้วเสร็จ มิได้ผิดแต่สักข้อหนึ่ง

ชาวบ้านต่างสรรเสริญบังทองเป็นอย่างมาก แล้วบังทองจึงถามเตียวหุยว่า ยังมีราชการสิ่งใดก็ว่ามาเถิด เตียวหุยจึงว่า เนื้อความก็สิ้นแต่เท่านี้

บังทองจึงกล่าวว่า ถึงราชการโจโฉหรือซุนกวนก็ดี เหมือนเราจับหนังสือขึ้นชูไว้บนฝ่ามือ ถ้าเปิดดูเมื่อใดก็จะเห็นแจ้งสิ้น เตียวหุยได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงว่า "ซึ่งเล่าปี่กับข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า ท่านมีสติปัญญาถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าจะเอาเนื้อความทั้งนี้ไปแจ้งให้เล่าปี่ฟัง" 

พร้อมกันนั้น บังทองจึงเอาหนังสือแนะนำของโลซกให้ซุนเขียนได้อ่านให้เตียวหุยฟัง

เมื่อเตียวหุยกลับไปเล่าเรื่องให้เล่าปี่ฟัง เล่าปี่ก็ให้เตียวหุยกลับไปเชิญบังทองมา และแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้วยกันกับขงเบ้ง จนวาระสุดท้าย

บังทอง สิ้นบุญในการศึก ร่างเข้าเล่าปี่ ให้สร้างสุสานรำลึกไว้อย่างสมเกียรติไม่ไกลจากบริเวณบุรุษผู้นี้มรณกรรมเป็นสุสานศาลเจ้ารำลึกมาจนถึงปัจจุบัน คนเราความตายมีอยู่เพียงสามครั้งเท่านั้นคือเมื่อสมองหัวใจสิ้นสุดการทำงานตามสังขาร สองคืองานศพ และสามคือเมื่อตายไปแล้วไม่ใครจดจำและลืมเลือน แต่ผ่านมา 1,800 กว่าปีชื่อนาม บังทอง ยังถูกกล่าวถึงบนความตายที่ไม่ตายด้วยอำนาจแห่งวรรณกรรม

 

 

เรื่องและภาพประกอบโดย ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต