ประวัติศาสตร์สามก๊ก กล่าวถึงฉางเหอ หรือเพลงครวญสายธารา เป็นบทเพลงที่จิวยี่ประพันธ์ขึ้น
ช่วงที่จิวยี่ล้มป่วย ก็จะมีพูดถึงความหมายและความรู้ของชีวิตตนเองผ่านบทเพลงครวญสายธารานี้
ในช่วงที่จิวยี่พักรักษาตัวจากพิษเกาทัณฑ์ จิวยี่รำพันให้เสียวเกี้ยวฟังว่า
“เดี๋ยวนี้พี่อ่อนแอเหลือเกิน เพลงครวญสายธาราายังบรรเลงไม่ทันจบ ความเจ็บปวดจากแผลเกาทัณฑ์ก็ทำลายจินตนาการเสียสิ้น”
เสียวเกี้ยวก็ปลอบใจจิวยี่ “ระหว่างพักฟื้น อย่าบรรเลงเพลงเศร้าเช่นนี้เลย”
จิวยี่จึงพูดต่อไปว่า “ระหว่างพักฟื้นนี้พี่จึงเข้าใจความลำเค็ญของชีวิต สายธารอันยาวเหยียดไหลไกลก็เพื่อจะมุ่งหน้าสู่ท้องทะเล แม้จะต้องพบอุปสรรคมากมายแต่ในที่สุดน้ำยังถึงทะเล แต่ความใฝ่ฝันของคนเราบ่อยครั้งก็ยากจะฝ่าข้ามไปได้”
เสียวเกี้ยวจึงพูดตอบไปว่า “ความรู้สึกของพี่ น้องเข้าใจ ทว่าน้ำแต่ละหยดรวมกันเป็นสายธาร ยิ่งไหลเชี่ยวกรากไปยังทะเล ก็ยากจะหาตัวเองพบ”
จิวยี่ สิ้นชีพเมื่ออายุได้เพียง 36 ปี ระหว่างยกทัพบุกเมืองลำกุ๋น ด้วยอาการโลหิตเป็นพิษจากลูกธนู ตาย สาเหตุที่มรณกรรมนั้นเพราะโรคพยาธิชนิดหนึ่ง เรียกว่า เสว่ซีฉง (หนอนดูดเลือดคล้ายพยาธิปากขอ)
ชีวิตในวรรณกรรมของ จิวยี่ ถูกมองให้มองในแง่ลบ แต่ก็ด้วยความซื่อสัตย์ต่อเจ้านายแซ่ซุน
มีมุมมองสะท้อนกลับให้เราพลันนึก กับชีวิตที่ไม่อาจซื้อหาได้ ทาสผู้ซื่อตรงมั่นคง เขาย่อมมีทั้งที่ติและที่ชม ด้วยรักแห่งอุดมการณ์ของสิงห์สำอางผู้นี้ต้องกลายเป็นผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า
สังคมจีนโบราณให้ความสำคัญต่อดนตรีมาก” นับตั้งแต่ยุคราชวงศ์ซีโจว (โจวอู่หวางโค่นล้มราชวงศ์ซางได้สำเร็จ) ดนตรีก็ได้ประกอบส่วนเป็น “ภาค” หนึ่ง ของระบอบรัฐ (ภาษาจีนว่า 国度 กั๋ว หมายถึง รัฐ ตู้ หมายถึง ระบบ)
ในยุคนั้น ระบบในราชสำนักก็คือ ตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของระบบรัฐ
รัฐซีโจวให้ความสำคัญ ต่อ “ดนตรี” 乐 “การร่ายรำ” (หรือนาฏศิลป์) 舞 และกวีนิพนธ์ ถือเป็นเรื่องเดียวกัน ถือเป็นเรื่องการศึกษา ส่วนเรื่อง “จารีต 礼 (หลี่)” ถือเป็นเรื่องการรักษาระบบ (ระบบรัฐ)
ดนตรี-นาฏศิลป์-กวีนิพนธ์ เป็นภาคส่วนหนึ่งของศิลปศาสตร์ที่อบรมขัดเกลามนุษย์ และระบบสังคม หน้าที่ของ “ดนตรี-นาฏศิลป์-กวีนิพนธ์” คือการศึกษาแก่มนุษย์
คนชั้นสูง (士 สื้อ) จะต้องเรียนศิลปศาสตร์หกวิชา ได้แก่ จารีต ดนตรี การขับรถ (ศึก) การยิงธนู อักษรศาสตร์และประวัติศาสตร์ และคณิตศาสตร์
เมื่อ ดนตรี-นาฏศิลป์ จัดเป็นส่วนประกอบหนึ่งในระบบราชสำนักหรือระบบรัฐ วิชาดนตรีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ปัญญาชนจะต้องศึกษาเรียนรู้
มาถึงในสมัยของท่านขงจื๊อ ภาวะสังคมเสื่อมลงจากยุคต้นราชวงศ์ซีโจวมาก ท่านขงจื๊อจึงเสนอแนวคิดให้รื้อฟื้นระบอบจารีตเก่า นำมาเป็นแบบแผนสร้างจริยศาสตร์ใหม่ นอกจากพยายามเผยแผ่ศิลปศาสตร์หกสาขาดั้งเดิมล้วน ได้กำหนดให้ “หนังสือประวัติศาสตร์ 书” “ดนตรี 乐” และ “กวีนิพนธ์ 诗 ” เป็นศาสตร์สำคัญที่ปัญญาชนต้องเรียนด้วย
ในส่วนวงการปรัชญาเต๋า ก็ให้ความสำคัญเรื่องดนตรีเช่นกัน แต่เน้นไป เป็นส่วนประกอบการศึกษาเรื่อง “ความไร้-ความมี” อันเป็นแก่นของปรัชญาเต๋า
นับจากราชวงศ์ซีฮั่น เป็นต้นมา ราชสำนักจีนนับถือ ปรัชญาหยู หรือลัทธิขงจื๊อ เป็นจริยศาสตร์หลักของรัฐ (ราชสำนัก) แนวคำสอนของขงจื๊อ ส่งอิทธิพลต่อสังคมจีนอย่างใหญ่หลวง
“ปัญญาชน” จำเป็นต้องมีความรอบรู้เรื่องดนตรี
การไม่รู้เรื่องดนตรี กลายเป็นเรื่องน่าอับอายสำหรับความเป็นปัญญาชน
ความรู้วิชาดนตรีจึงถือเป็นเกียรติยศของปัญญาชน
วรรณคดีสร้างโดยปัญญาชน (บัณฑิต) วรรณคดีจีนจึงยกย่อง ให้ความสำคัญต่อศาสตร์แห่งดนตรี และผู้รู้ด้านดนตรีเสมอ
ตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ คือ ชื่อเสียงของ “จิวยี่” – วีรบุรุษของจีน แห่งง่อก๊ก ยุคสามก๊ก ซึ่งโดดเด่นหลายด้าน ได้แก่ บุ๋น บู๊ วิชาดนตรี และยังรูปงามหล่อเหลาอีกด้วย
ถ้อยคำสำนวนโบราณ เรียกผู้รู้ใจว่า “知音 - จืออิน แปลตรงตามตัวอักษรว่า (ผู้) รู้-เข้าใจ เสียง ต้นตอมาจากผู้ที่ฟังดนตรีได้เข้าใจ รู้ซึ้งทุกเสียง นักดนตรีเล่นโน้ตดีดเพี้ยนเสียง ก็รู้ทันที
จิวยี่ แม้จะเป็นนามอันเศร้าหมองถูกมองผ่านวรรณกรรม ว่าเจ้าโมโหอิจฉาริษยาอาฆาตเพราะมิตรแท้ทาสผู้สัตย์ซื่อต่อตระกูลซุน โดยที่เขาไม่ได้แก้ต่างให้กับตนเองเลยในวรรณกรรม
หากแต่ชีวิตจริงเขาคือ บุรุษรัตนชาติอาชาไนย สุภาพบุรุษผู้เพียบพร้อมทั้งบุ๋น – บู๊ เจนจบศิลปศาสตร์ ผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์จีน---เสียดายที่ชีวิตนี้สั้นนัก แต่สำคัญนักของสิงห์สำอางแห่งกังตั๋ง